Home Uncategorized บทสรุปของคนทำงานไปเรียนไป!! ทำไปเพื่ออะไร?? และเพื่อใคร??

บทสรุปของคนทำงานไปเรียนไป!! ทำไปเพื่ออะไร?? และเพื่อใคร??

0 second read
0
0
14

“ตั้งใจเรียนนะลูก”

คำๆนี้คงเป็นคำที่เราคุ้นเคยกันดี

ไม่ว่าจะในฐานะลูก ที่ครั้งหนึ่งที่เรายังเป็นเด็ก

คุณพ่อ คุณแม่ คุณครูและรวมถึงคนรอบข้าง

คงจะพูดให้เราได้ยินกันมาแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยครั้ง…

เมื่อเราเติบโต เป็นพ่อคนแม่คน เชื่อแน่ว่า

เราเองก็ต้องเคยพูดกับลูกของเรา นับสิบครั้งเช่นกัน

……………………

คนที่ไม่มีโอกาสเรียนอย่างเดียวเหมือนกับคนอื่นๆ

อาจเพราะฐานะทางบ้านปานกลาง (ค่อนไปทางยากจน)

คงต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย ซึ่งก็มีข้อดีครับ

ทำให้เราได้ประสบการณ์ในการทำงานไปด้วย

หรือแม้แต่คนที่เรียนจบปริญญาตรี โท เอกแล้ว

ยังต้องการที่จะเรียนต่อเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถ

ก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อยทีเดียว…

อย่างไรก็ตามการเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วยนั้น

ต้องยอมรับว่า ค่อนข้างหนักหนาสาหัสเอาการ

และต้องใช้ความพยายามและมุ่งมั่นอย่างมาก

สำหรับคนที่ตั้งใจเรียนหรือคนที่มีเป้าหมายชีวิต

ไม่ได้มาเรียนเล่นๆขำๆ อย่างคนอีกกลุ่มหนึ่ง

ที่อาจไปเรียนไปแบบสบายๆ ขำๆ ไม่คิดอะไรมาก

ซึ่งหากถามว่าผิดไหม ก็ตอบได้เลยว่า

ไม่ผิดครับ คนเราเลือกได้

และประมาณตัวเองได้ เมื่อเทียบกับเป้าหมายชีวิต

การใช้ชิวิต และระดับความพึงพอใจส่วนตนเอง

อย่างไรก็ตามสำหรับคนทำงานไปเรียนไปโดยส่วนใหญ่

ที่มุ่งมั่นและตั้งใจในการเรียนระดับปกติถึงสูงแล้ว

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ..เพราะเป็นเรื่องจริง…

หลายคนเรียน..จนเสียงาน

(เวลาที่ทุ่มเทให้กับงานและความสามารถในการทำงานลดลง)

หลายคนเรียน…จนเสียเวลาที่จะใช้ชีวิตส่วนตัวในแบบของตนเอง

(สมดุลย์ในชีวิตเสียไป และเมื่อสมดุลเปลี่ยน ปัญหาต่อคนอื่นรอบข้างจึงตามมา)

หลายคนเรียน..จนเสียครอบครัว

(ห่างเหินไม่มีเวลาให้สามี ภรรยา ลูก และพ่อแม่ )

หลายคนเรียน…จนเสียเพื่อน

(ไม่ได้สมาคม สังสรรค์ ห่างหาย เพื่อนฝูงเลิกคบหา)

และอีกหลายคนเรียน…จนเสียคนรัก

ต้องเลิกกับแฟน กับคู่ครอง (การไม่มีเวลาให้กันเป็นปฐมบทแห่งการเลิกรา)

 …….

จนบางครั้ง..วันพุธเชื่อว่า

หลายคนอาจต้องกลับมาคิด

และถามตนเองกันอย่างหนักๆว่า..

แล้วเราจะเรียนกันไปเพื่ออะไร??

(โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่การงานการเงินมั่นคงแล้ว

หรือสำหรับคนที่เรียนมาแล้วหลายขนาน

ปริญญาหลายใบเต็มตู้แล้ว..ยิ่งต้องถามตนเองหนักเป็นพิเศษ)

คำตอบของคนกึ่งหนึ่ง = ไม่เรียนต่อดีกว่า

เพื่อให้เวลากับตนเอง, ครอบครัว, การงาน, คนรัก ให้มากขึ้น

ผลก็คือ คนกลุ่มนี้ ส่วนหนึ่งต้องเลิกเรียนไป

แต่ก็คุ้มค่า ได้เวลาให้ตนเองและคนรอบข้างกลับคืนมา

 ส่วนคำตอบของคนอีกกึ่งหนึ่ง = เรียนต่อเหมือนเดิม  

(ก่อนตอบ พวกเขาอาจจะมองไปที่หนังสือกองโต แล้วทอดถอนใจ)

ใช่แล้วครับ พวกเขายังคงเรียนต่อไป

แม้ว่าอาจต้องสูญเสียหรือขาดหายบางสิ่งบางอย่างในชีวิตไป….

ไม่ใช่เพราะเขาเห็นแก่ตัว…แต่เป็นเพราะ…พวกเขานั้น..รักเรียน…

ทั้งที่อาจถูกคนที่เกี่ยวข้องบางคน

ตราหน้าว่า เขาเป็นคนเห็นแก่ตัว เอาแต่ตัวเอง..ก็ตาม

 ….

มีผู้เชี่ยวชาญหลายต่อหลายคน

 (ผู้เชี่ยวชาญทั้งทางด้านการใช้ชีวิตและด้านความรัก)

ได้กล่าวเอาไว้ว่า..

“การเรียนเป็นสิ่งดี แต่ก้อไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต..”

ไม่ต้องทุ่มเท ไม่ต้องมุ่งมั่นขนาดนั้นก้อได้

จัดสมดุลย์ในการใช้ชีวิตให้ดี..น่าจะดีกว่า….

ซึ่งก้อจริงครับ..เพียงแต่ปัญหาคือ

สมดุลในชีวิตของแต่ละบุคคล

หรือปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดสมดุลในชีวิตของแต่ละคนนั้น…ไม่เท่ากัน…

จึงบอกได้ยากเหมือนกันว่า..

จัดสมดุลแล้วผลจะออกมาในรูปแบบไหน…

เราจะรักษาทุกอย่างเอาไว้ได้จริงน่ะหรือการเรียนน้อยลง

ไม่ต้องเก่งมาก ไม่ต้องเกรดดีมาก

และทำให้เรามีความสุขในเรื่องอื่นๆด้วยจะดีกว่าไหม…..

หรือจะทำให้เราต้องมานั่งเสียใจที่หลังว่า

ทำไมตัดสินใจมาเรียนแล้วจึงไม่ตั้งใจเรียน

ไม่ทำให้ดีที่สุด พอเกรดต่ำผลการเรียนไม่ดี

ร้ายสุดอาจถึงขั้นติดโปรต่ำ ต้องถูกรีไทร์

ที่ทำมาก็เสียเปล่าหรือส่งผลให้ reference ไม่ดี

ในโปรไฟล์การสมัครเข้าทำงานของเรา..อย่างนี้เป็นต้น

……………….

คิดว่าเรื่องนี้คงต้องคุยกันยาว

เพราะคงหาบทสรุปหรือคำตอบที่ลงตัวได้ยากครับ

ขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ในชีวิตของแต่ละคนเอง

เพราะแม้ว่าชีวิตของคนเรานั้น เส้นทางชีวิตของแต่ละคนจะคล้ายกัน

คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในระหว่างที่ยังไม่ตาย

ก็ต้องเรียน ต้องทำงานหาเงิน ต้องมีครอบครัว ต้องใช้ชีวิตเหมือนกัน

แต่ก็ต่างกันในเรื่องของเป้าหมาย รูปแบบ และวิธีการ

รวมไปถึงระดับความคาดหวังหรือความพึงพอใจของแต่ละคนด้วย

หรือสุดท้ายอาจต้องเดินกลับไปหา

หลักทั่วไป3 หลักแห่งชีวิตของคนเราที่ว่า…

จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด…

อะไรจะเกิดก้อต้องเกิด….

เมื่อเจอทางตัน ก้อจะเจอทางออก…

เอาเป็นว่าในแต่ละช่วงชีวิตของในแต่ละคนและในแต่ละครั้ง

คิดให้ดี เลือกให้ดี แต่ต้องย้ำกับตนเองและเข้าใจให้ได้ว่า

หลังจากเราเลือก แล้วตัดสินใจ และหลังจากตัดสินใจแล้ว..

เราก้อต้องยอมรีบผลที่จะตามมา

ทั้งในด้านบวกและด้านลบต่อการตัดสินใจนั้นให้ได้

เพราะเป็นสัจธรรมที่ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นทางเลือก

ที่ให้แต่ผลดีหรือผลบวกทุกด้าน ไม่มีผลลบหรือผลร้าย

ทางเลือกโดยส่วนมาก ได้อย่างจะต้องเสียอย่างเสมอ

อาจมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง ในบางทางเลือก

อาจได้หลายอย่าง เสียน้อยอย่างกว่า หรือไม่เสียอะไรเลย

ก็เป็นเรื่องที่เราต้องพิจารณาในแต่ละเรื่องเป็นกรณีๆไป…ว่าไหมครับ

Load More Related Articles
Load More By Adchips
Load More In Uncategorized

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Check Also

8 สิ่งมงคล ช่วยเรียกทรัพย์เข้ากระเป๋า

ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายต่างก็มีความต้องการทางเรื่ … …